บทที่ 11 อคติ
“คุณตุลย์! มันจะมากไปแล้วนะคะ!” ปรางปวีร์เบิกตากว้าง “ปรางไม่เคยคิดจะทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้น อย่าเอาอคติมาตัดสินคนอื่น!”
“แล้วจะให้ตัดสินจากอะไร จากเสื้อผ้ามอซอ หรือท่าทางบีบน้ำตาหลอกผู้ใหญ่?” ตุลย์โน้มหน้าประชิดจนปลายจมูกแทบชนกัน ลมหายใจร้อนเตือนภัยคุกคาม
“ข้อมูลบนโต๊ะนั่นมีมูลค่าเป็นหมื่นล้าน ถ้าหลุดรอดออกไปแม้แต่ตัวอักษรเดียว เธอเตรียมตัวนอนคุกได้เลย”
“ก็บอกว่าไม่ได้อ่าน ไม่ได้ขโมยอะไรไปทั้งนั้นไงคะ!” เธอตะโกนสวน มือข้างที่เป็นอิสระผลักแผงอกกว้างเต็มแรง แต่เขากลับต้านทานไว้อย่างง่ายดาย
“ปากแข็งไปเถอะ ฉันจะดูว่าเธอจะเล่นบทคนดีไปได้สักกี่น้ำ”
ตุลย์เพิ่มแรงบีบข้อมือจนผิวขาวขึ้นรอยแดงเถือก แต่เธอยังกัดฟันสบตาเขาอย่างไม่ลดละ
“ปล่อยนะ! ปรางเจ็บ!” เธอสะบัดข้อมือหนี
“เจ็บสิดี จะได้หลาบจำว่าอย่ามาลองดีในพื้นที่ของฉัน” นัยน์ตาสีเข้มกวาดมองเธอสลับกับแฟ้ม
“บอกมาว่าอ่านอะไรไปบ้าง หรือแอบถ่ายรูปส่งให้ใครไปแล้ว!”
“ปรางไม่ได้ทำ! โทรศัพท์ก็ไม่ได้พกมา ค้นดูเลยก็ได้!”
“คิดว่าฉันโง่พอจะเชื่อข้ออ้างตื้นๆ หรือไง เด็กบริหารปีสี่อย่างเธอ อย่ามาแกล้งโง่ว่าไม่รู้ว่าบนโต๊ะนี่คืออะไร”
“เพราะเรียนบริหารไงคะถึงรู้ว่าเป็นความลับ และปรางก็ไม่ได้แตะต้องมันเลย! ประตูห้องสมุดไม่ได้ล็อก ปรางเดินหาที่อ่านหนังสือจนทะลุมาห้องนี้ พอจะหันกลับ คุณก็เปิดเข้ามาพอดี”
“ข้ออ้างหัวขโมย” เขาสวนทันควัน “คนอย่างเธอถนัดนักเรื่องแต่งเรื่องหลอกคนอื่น สันดานจ้องฉกฉวยผลประโยชน์จากคนรวยมันฝังลึกจนแก้ไม่หาย!”
คำว่า 'สันดาน' ทำเอาปรางปวีร์หน้าชาดิก เม้มปากแน่นสะกดกลั้นอารมณ์
“ความคิดคุณสกปรกเกินไปแล้วนะคะ ปรางไม่เคยอยากได้สมบัติตระกูลคุณเลยสักบาท!”
“ไม่อยากได้?” ทายาทหนุ่มเลิกคิ้วท้าทาย
“ถ้าไม่หวังผลประโยชน์ แล้วจะหน้าด้านทนอยู่ในบ้านนี้ทำไม กินข้าวฉัน ใช้เงินพ่อฉัน ทนให้คนใช้ด่าอยู่ทุกวัน ถ้าไม่รอฮุบสมบัติก้อนใหญ่ เธอคงเก็บกระเป๋าไสหัวไปนานแล้ว!”
“ที่ปรางอดทน ก็เพราะคุณลุงมีพระคุณเมตตาให้ที่ซุกหัวนอนต่างหาก ไม่ใช่เพราะเงิน!”
“พระคุณ?” ตุลย์กดเสียงต่ำ “ก็แค่คำพูดสวยหรูบังหน้าความหิวเงิน! กาฝากก็คือกาฝาก พอเกาะพ่อฉันเริ่มไม่ทันใจ ก็คิดจะขโมยข้อมูลโปรเจกต์หมื่นล้านไปขายขอส่วนแบ่งงั้นสิ”
“หยุดดูถูกปรางสักที!” เธอตะโกนสวน มือเล็กผลักอกเขาซ้ำๆ “ไม่ใช่ทุกคนบนโลกที่จะเห็นแก่เงินเหมือนที่คุณคิด!”
“อย่ามาขึ้นเสียงใส่ฉัน!” ตุลย์ตวาดลั่น “มารยาตื้นๆ เอาไว้จับผู้ชายรวย ฉันเห็นมาจนเอียนแล้ว”
“ถ้าเกลียดมากนัก ก็ไล่ปรางออกไปสิคะ! ไปบอกคุณลุงเลยว่าไม่อยากให้อยู่ ปรางจะได้ไม่ต้องทนรองรับอารมณ์บ้าๆ ของคุณ!”
“คิดว่าฉันไม่กล้าหรือไง แต่ฉันจะไม่ยอมให้เธอเดินออกไปพร้อมความลับบริษัทหรอกนะ เธอมันจอมวางแผน สร้างภาพ!”
“ปรางไม่ได้สร้างภาพ!”
“หุบปาก!” เขาแทรกเสียงกระด้าง ร่างสูงกดน้ำหนักทาบทับ นัยน์ตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยความชิงชัง ทายาทตระกูลใหญ่เหยียดยิ้มร้าย เอ่ยประโยคที่จงใจกรีดลึกที่สุดลงกลางใจเธอ
"สันดานมักง่ายจ้องจับคนรวยเพื่อทางลัดความสบาย... ฉันล่ะสงสัยจริงๆ ว่าแม่เธอสั่งสอนลูกตัวเองมาแบบไหน ถึงได้หน้าด้านหอบผ้าเข้ามาเกาะคนอื่นกินหน้าตาเฉยแบบนี้!"
“คุณ...” ปรางปวีร์เค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความโกรธจัด
“ทำไม รับความจริงไม่ได้หรือไง” ชายหนุ่มตวาดสวน
“ปากพร่ำบอกว่าเจียมตัว แต่การกระทำฟ้องว่าจ้องฮุบสมบัติ แม่เธอคงภูมิใจมากสินะที่ลูกใช้มารยาหลอกพ่อฉันจนยอมรับเข้ามาชุบเลี้ยง แผนลงทุนของพวกเธอแม่ลูกนี่มันคุ้มค่าจริงๆ!”
คำพูดเหยียบย่ำบุพการีเปรียบเสมือนใบมีดแทงทะลุหัวใจ ปรางปวีร์กัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือด ความอดทนและความเจียมเนื้อเจียมตัวทั้งหมดขาดสะบั้น
ดวงตากลมโตเบิกกว้าง น้ำตารื้นขึ้นมาพร้อมความโกรธที่เดือดพล่าน เธอรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดบิดข้อมือกระชากแขนออกอย่างรุนแรงจนฝ่ามือหนาหลุดออก ร่างเล็กถลาถอยหลังไปตั้งหลักได้สำเร็จ
ข้อมือปรากฏรอยแดงเถือก แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับแผลใจ ปรางปวีร์เชิดหน้าขึ้น ดันหยาดน้ำตากลับลงไป เธอไม่ยอมให้ผู้ชายใจร้ายคนนี้เห็นความอ่อนแอเด็ดขาด หญิงสาวชี้หน้าทายาทเจ้าของคฤหาสน์อย่างลืมตัว
“อย่ามาพูดจาพล่อยๆ ถึงแม่ฉัน!”
น้ำเสียงดังกังวานจนตุลย์ชะงัก เขาไม่เคยเจอใครกล้าก้าวร้าวปีนเกลียวกับเขาเช่นนี้
“คุณจะด่าจะเหยียดหยามว่าฉันหน้าด้านหิวเงินยังไงก็ด่าไป!” เธอก้าวเข้าประชิด “แต่คุณไม่มีสิทธิ์ลากแม่ฉันมาเหยียบย่ำ!”
“ทำไมจะพูดไม่ได้ หรือมันแทงใจดำ”
“แม่ไม่เคยสอนให้ฉันเบียดเบียนหรือจับผู้ชายรวยๆ และที่สำคัญ... แม่ไม่เคยสอนให้ฉันเหยียบหัวคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูสูงส่งเหมือนที่คุณกำลังทำ!”
“ปรางปวีร์! นี่เธอกล้าด่าฉันเหรอ!”
“ใช่!” เธอตะโกนตอบ “พอถูกพูดความจริงใส่หน้าบ้างทำเป็นรับไม่ได้ ทีคุณสาดคำสกปรกใส่คนอื่น ทำไมทำหน้าตาเฉยได้ล่ะ”
ตุลย์สืบเท้าเข้าประชิด “ปากดีนักนะ ลองพูดอีกคำสิ ฉันจะทำให้รู้ว่าอวดดีในบ้านฉันแล้วจุดจบเป็นยังไง”
“จะไล่ฉันออกเลยไหม เชิญเลยค่ะ!” ปรางปวีร์ไม่ถอยหนี “คิดว่าตัวเองวิเศษมาจากไหน มีเงิน มีอำนาจ... แต่สิ่งเดียวที่คุณไม่มีคือความเห็นอกเห็นใจ ความเย็นชาของคุณไม่ได้ทำให้ดูน่าเกรงขามขึ้นมาเลยสักนิด!”
“เธอ...” ตุลย์กดเสียงลอดไรฟัน รังสีคุกคามแผ่ซ่าน
“คุณมันน่าสมเพช!” เธอย้ำชัด “คุณอาจจะเก่งเรื่องธุรกิจ หาเงินได้หมื่นล้าน แต่ลึกๆ แล้วก็แค่ผู้ชายไร้หัวใจ ที่ต้องคอยกดหัวคนอื่นให้จมดินเพื่อสร้างคุณค่าปลอมๆ ให้ตัวเอง!”
“ปรางปวีร์!” มือหนายกขึ้นหมายจะคว้าแขน
“อย่ามาแตะตัวฉัน!” หญิงสาวปัดมือเขาออกอย่างแรงด้วยความรังเกียจจนตุลย์ชะงักค้าง เขาไม่เคยถูกใครปฏิเสธหน้าตาเฉยแบบนี้
“คุณระแวงไปสารพัดว่าฉันจะฮุบสมบัติ ถึงได้ตั้งหน้าตั้งตาจับผิด สาดคำพูดสกปรกใส่” เธอก้าวรุกเข้าหา
“แต่รู้ไว้เถอะ... สิ่งที่คุณทำมันไม่ได้พิสูจน์ว่าคุณเหนือกว่า แต่มันประจานความคับแคบในจิตใจของคุณเองต่างหาก!”
ลมหายใจตุลย์ติดขัด สันกรามบดเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน
“คุณคิดว่าเงินซื้อและประเมินค่าทุกอย่างบนโลกได้ใช่ไหมคะ” ปรางปวีร์จ้องลึก “งั้นก็จำใส่หัวไว้... เงิน อำนาจ หรือนามสกุลที่ยิ่งใหญ่ของคุณ... มันซื้อศักดิ์ศรีของฉันไม่ได้!”
ความเงียบสงัดโรยตัวปกคลุมห้องทำงานทันทีที่ประโยคนั้นจบลง
